วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เชียงใหม่ ลำปาง วันที่สี่

เช้าวันที่สี่ของการท่องเที่ยว   18 มค 2554

                               เช้าวันสุดท้ายของทริปนี้แล้ว  เราก็ยังคงคอนเซ็ปเรื่อยๆสบายๆสไตล์บ้านเรา  คือตื่นสาย กว่าจะได้ทานอาหารเช้าเสร็จ  เก็บของออกจากโรงแรมก็ สิบโมงกว่าแล้ว   




ภาพห้องอาหารเช้าที่เรามาทานกัน



ข้าวหอมสนุกกับการทานอาหารเช้า




โคลสอัพก็ยังน่ารัก



พาตุ๊กตาหมาคู่ใจลงมากินข้าวด้วย









รูปถ่ายห้องพักและบรรยากาศในโรงแรม  ห้องพักรกไปหน่อย  เพราะเราเก็บของเตรียมออกแล้ว  จริงๆห้องพักที่นี่เค้าสวยกว่าที่เราถ่ายรูปมานะ   จัดว่าเป็น 5 ดาวจริงๆ  ห้องอาหารก็ดี  พนักงานก็ใช้ได้  ความสะอาดบริเวณโรงแรมดีหมด   สรุปว่าถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาพักอีก   คราวนี้เราได้  voucher  ห้องพักที่นี่จากการที่แม่สมัครสมาชิกหนังสือ 2 ปี  เท่ากับว่าเราจ่ายค่าโรงแรมและได้หนังสืออ่าน 2 ปีฟรีได้เลยละ    นับว่าคุ้มมากๆๆๆ    

หลังออกจากโรงแรม   แม่กับพ่อกบตกลงกันว่าอยากจะแวะไปที่บ้านถวายกันหน่อย  เพราะอยากไปดูของและเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน  เผื่อจะได้อะไรมาแต่งบ้านใหม่เราบ้าง  ระหว่างทางข้าวหอมหลับไป  จนไปถึงบ้านถวายก็ยังหลับอยู่  เราก็ไม่ปลุกลูกกัน ใช้วิธีจอดรถติดแอร์ให้นอน  แม่กับพ่อผลัดกันลงไปดูของ ผลัดกันขึ้นมาเฝ้าลูกทีละคน  จนได้ประมาณอีกครึ่งชั่วโมงที่จอดรถไปแล้วลูกถึงตื่นมา  เราก็ชวนลูกลงไปเดินดูของกัน  ต้องใช้ความพยายามพอสมควร  ลูกยอมไปช่วยคุณพ่อดูไม้แกะสลักรูปช้าง  ซึ่งตกลงซื้อกันมา 4 เชือก    ส่วนแม่ได้ตระกร้าสานใส่ของใบใหญ่เชียว  เราเลยไม่เอามาด้วยใช้วิธีส่งทั้งตะกร้าและเอาช้างใส่ข้างในตะกร้า  รวมของจุกจิกอื่นๆอีกนิดหน่อยจนเต็มตะกร้า  ค่าส่งแค่ประมาณ 200 กว่าบาทเอง นับว่าถูกมากเราไม่ต้องหอบหิ้วกันมาเอง  อีกสองวันของก็ส่งถึงมือแม่ที่ กทมแล้ว  นับว่าเร็วและค่าบริการถูกมากๆ  




หลังจากใช้เวลาที่บ้านถวายสักพัก  แต่ยังไม่จุใจพ่อกบเลย  ต้องบอกว่าไว้บ้านเสร็จแล้วมาเชียงใหม่กันใหม่ คราวนี้จะใหอยู่ที่นี่เป็นวันเลย      จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปที่วัดเกตุการามซึ่งอยู่ในเมืองเชียงใหม่กันต่อ    ที่นี่นับเป็นวัดที่มีพระธาตุประจำปีเกิดปีจอ ของข้าวหอม  

รูปด้านบนเป็นรูปอาคารไม้โบราณภายในวัดตอนนี้จัดเป็นพิพิธภัณท์แสดงข้าวของโบราณที่ชาวบ้านในชุมชนนำมารวบรวมและบริจาคให้วัดเพื่อจัดแสดงกัน




เราแวะเข้าไปไหว้พระในอุโบสถกันก่อน




จากนั้นก็มาซื้อดอกไม้และสิ่งของเพื่อบูชาพระธาตุกัน  จะเห็นว่าที่นี่จัดของบูชาพระธาตุน่ารักมาก  มีตุ๊กตารูปปั้นปีเกิดต่างๆ   ของบ้านเราสามคนสามปีเลย




ของเด็กปีหมา




ของพ่อกบปีเสือ  แม่เบียร์ปีวัว  ข้าวหอมปีหมา

ขอให้เราเกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกันทุกชาติไปจ้ะ




พระธาตุวัดเกตุการาม




หลังจากบูชาพระธาตุเรียบร้อย   เราก็เดินชมวัดกัน   รูปนี้เป็นอาคารไม้โบราณ  ตอนนี้ปิดไว้เฉยๆ  สมัยก่อนเค้าบอกว่าใช้เป็นสถานที่เรียนหนังสือของพระและสามเณร   ลายไม้ปิดทองที่อาคารเก่าหลังนี้สวยมากๆๆ   หน้าบ้านมีกระจกโบราณด้วย  ทำให้นึกถึงนิยายเรื่องบ่วงทวิภพที่นางเอกย้อนเวลาไปอดีตได้จากกระจกโบราณ




แม่ลูก หน้าอาคารไม้โบราณแสนสวย





แวะถ่ายรูปด้านหน้าพระอุโบสถอีกที

หลังจากแวะถ่ายรูปที่ด้านหน้าอุโบสถแล้ว  เราก็เดินย้อนกลับไปที่อาคารแรกที่เราถ่ายรูปมาคือเป็นอาคารไม้ที่เป็นพิพิธภัณท์  ในนั้นมีของเก่าหลายอย่าง  บรรยากาศภายในจะทึมๆหน่อย  มีคนเฝ้าเป็นคุณลุงแก่ๆ คอยบอกประวัติสิ่งของต่างๆภายในด้วย  เราใช้เวลาอยู่ในนั้นไม่นานนักทั้งที่พ่อกับแม่ชอบมาก  แต่ข้าวหอมคงจะสัมผัสบรรยากาศทึมๆภายในได้  สำหรับเด็กคงจะกลัวๆพอควร  ก็เลยขอกลับ   แต่ข้าวหอมก็ได้ประสบการณ์จากที่นี่พอควร  ลูกเห็นพระพุทธรูปแบบพม่า  ก็รู้ว่าแปลกไปจากพระพุทธรูปแบบปกติที่เคยเห็น  ลูกถามว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงเป็นแบบนี้ล่ะคะคุณแม่  เราก็คอยอธิบายให้ลูกไป




              ก่อนกลับเราลงนามในสมุดเยี่ยมชมพิพิธภัณท์ด้วย  พร้อมทั้งบริจาคเพื่อช่วยในการดูแลสถานที่แห่งนี้ด้วย   


หลังจากนั้นเราก็กลับออกจากวัดกัน   เราเดินไปที่ร้านเวียงจุมออนเพื่อทานของว่างตอนบ่ายกัน  ที่ร้านกับวัดไม่ไกลกันเลย  เราเลยจอดรถไว้ที่ด้านหลังวัดแล้วเดินไป 






บรรยากาศและขนมที่คุ้นเคยในร้านแสนสวยนี้    แม่กับพ่อติดใจชาและเครื่องชงชาหลายๆอย่างของที่นี่มาก     แต่คิดว่าซื้อไปหลายอย่างก็คงไว้เก็บเท่านั้น  เลยต้องตัดในซื้อมาแค่นิดหน่อย  ชิ้นที่คิดว่าพอได้ใช้บ้าง




หลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศและขนมแสนอร่อยที่ร้านเวียงจุมออนเสร็จ  เราก็เดินข้ามสะพาน  ข้ามแม่น้ำปิงไปที่ตลาดวโรรสเพื่อซื้ออาหารและของฝากกัน





บรรยากาศระหว่างเดินข้ามสะพาน  ตอนนั้นประมาณ 2-3 โมงช่วงบ่ายแล้ว  แต่ไม่มีแดดเลย  ทำให้เราเดินกันได้สบายๆ  แม้นจะต้องเดินข้ามสะพานและข้ามสะพานลอยนานหน่อย  ก็ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด   เราใช้เวลาเร่งซื้อของฝากเป็นผ้าไปฝากคุณยาย   คุณย่าสั่งซื้อลำไยแห้ง  แม่กับพ่ออยากกินไส้อั่วน้ำพริกหนุ่มร้านดำรงค์   พอได้ครบเราก็ให้เค้าแพ็คใส่ลัง  เพื่อจะได้โหลดขึ้นเครื่องได้เราไม่ต้องถือขึ้นเครื่องเอง   จากนั้นเราก็รีบเดินกลับไปที่รถที่จอดไว้ที่หลังวัด   เพื่อขับไปที่สนามบิน  รอเวลาขึ้นเครื่องกลับบ้านกัน 


การเดินทางทริปนี้ก็ราบรื่นดี  มีที่เราเกือบเกิดรถจักรยานยนต์ชนกันในวันแรก  แต่ก็แคล้วคลาดมาได้  นอกนั้นก็ราบรื่นมีความสุขสนุกสนานกันดี   แม้นเราจะไม่เน้นเที่ยวหลายที่กันมาก  แต่ครั้งนี้เราก็ได้ไปเก็บเที่ยวสถานที่ที่ยังไม่เคยไปเช่น ภูพิงค์  กับไนท์ซาฟารีกัน    คราวหน้าถ้ามีเวลามาอีก  แม่กับพ่อหมายมั่นปั้นมืออยากจะได้ไปเดินซื้อของแต่งบ้านที่บ้านถวายกันมาก    หวังว่าอีกไม่นานคงได้เจอกันอีกนะจ้ะ  เชียงใหม่



รักและภูมิใจในตัวข้าวหอมทุกวันนะลูก

แม่เบียร์

บันทึกเมื่อ 26 กพ 2554

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น