วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เชียงใหม่ ลำปาง วันที่สอง

เช้าวันที่สองของการท่องเที่ยว --16 มกราคม 2554 

                              เช้านี้เราตื่นมารับอากาศสดชื่นของชานเมืองลำปางกัน   เรานอนตื่นสายกันมากประมาณ 8 โมงได้  เมื่อคืนนอนปวดตัวนิดหน่อย  เพราะเตียง 5 ฟุตเรานอนกัน 3 คนต้องเบียดๆกันพอสมควรเลย        พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ไปทานอาหารเช้าที่ทางที่พักเตรียมไว้เป็น  ข้าวต้ม 1 ที่  กับขนมปัง ไข่ดาวอีก 1 ที่    




ข้าวหอมกำลังนั่งเล่น Ipad ที่บริเวณโต๊ะอาหารตอนเช้าของที่พัก  รอบๆมีบ่อปลาคาร์ฟด้วย

 


กำลังคร่ำเคร่งกับ Ipad   สองรูปนี้พ่อกบถ่ายรูปมา  เพราะแม่ให้ข้าวหอมกับพ่ออาบน้ำกันก่อน  แล้วก็ออกไปทานอาหารกัน  ส่วนแม่อาบทีหลังและต้องเก็บของด้วย  เพราะเราต้องย้ายไปนอนเชียงใหม่กัน




บริเวณด้านหน้าที่พัก  อากาศเย็น บรรยากาศดีมาก รอบๆยังเป็นท้องนาอยู่เลย  เงียบสงบจริงๆ




บ่อปลาคาร์ฟรอบๆ  คุณพ่อกบกับข้าวหอมชอบมาก  เค้ามีอาหารปลาด้วย  ข้าวหอมสนุกให้อาหารปลาใหญ่เลย  ส่วนพ่อกบก็ชอบอยากมาทำบ่อปลาที่บ้านบ้าง

หลังทานอาหารเช้ากันเรียบร้อย  เราก็เก็บข้าวของ  เดินทางออกจากที่พักกันตอน 9 โมงกว่าๆแล้ว  มุ่งหน้าไปวัดพระธาตุลำปางหลวง  (วัดพระธาตุประจำคนเกิดปีฉลู  ปีเกิดแม่เบียร์ )  




นอกจากที่นี่จะเป็นพระธาตุประจำปีเกิดแม่เบียร์แล้ว  ยังเป็นวัดในดวงใจของแม่ด้วย   เพราะว่ากำแพงวัดที่นี่สวยมากๆ  ตัววัดสร้างอยู่บนเนิน  ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่  ขลัง  และเก่าๆดี   




สำหรับข้าวหอมเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก   แต่แม่มาหลายครั้งแล้ว  ทุกทีมักจะมาตรงวันธรรมดา   วันนี้วันอาทิตย์คนค่อนข้างเยอะ    รอบๆวัดก็เปลี่ยนไปมาก  เป็นลานมีรถทัวร์มาลงมีร้านขายของเต็มไปหมด  เมื่อก่อนตอนแม่มาแรกๆ  น่าจะเกิน 7-8 ปีแล้วตอนนั้นรอบๆบริเวณวัดไม่มีร้านขายของเลย





สองคนพ่อลูก  หน้าวัดพระธาตุลำปางหลวง




ข้าวหอมกับแม่บ้าง




ช่วงนี้ข้าวหอมชอบทำท่าทะเล้นเวลาถ่ายรูป  บางทีก็เอามือปิดหน้า  บางทีก็หันก้นให้กล้องบ้าง  อย่างรูปนี้ก็แลบลิ้น





รูปครอบครัวหน้าป้ายชื่อวัด  วานให้นักท่องเที่ยวคนอื่นเค้าถ่ายให้




ข้าวหอมบริเวณบันไดทางเดินขึ้นไปวัด




รูปนี้น่ารักดี



แม่ขอร่วมเฟรมด้วย



วันนี้ในวัดเค้ามีการจัดงานกันด้วย  แต่เรียกไม่ถูกว่าเป็นงานอะไร  ข้าวหอมพยายามแอ็คชั่นท่าส่วนตัวอยู่




แต่แม่บอกว่าไม่ได้  ถ่ายรูปกับพระในวัดต้องเรียบร้อย  เลยได้ท่านี้มาแทน




จากนั้นเราก็เดินมาที่อุโบสถอีกหลัง  ในนั้นเราสามารถเข้าไปนมัสการพระประธาน  และสามารถดูรูปพระธาตุกลับหัวได้เช่นกัน  ในนี้สามารถเข้าได้ทั้งหญิงและชาย





รูปองค์พระธาตุชัดๆ



ด้านหลังพระธาตุ  จะมีหอสูงด้านในนั้นจะดูรูปพระธาตุหัวกลับได้ชัดเจนที่สุด  แต่ผู้หญิงไม่สามารถขึ้นได้  เราส่งพ่อกบขึ้นไปถ่ายรูปมาให้ดูกันจ้ะ 




แม่กับข้าวหอมรอพ่อกบอยู่ด้านล่าง 




รูปพระธาตุหัวกลับที่พ่อกบไปถ่ายลงมาให้พวกเราได้ชมกัน




จากนั้นเราก็เดินไปด้านในวัดกันต่อ  ส่วนด้านในจะเป็นกุฎิพระสงฆ์  มีหอพระแก้วมีพระแก้วจำลองให้นมัสการ   มีพิพิธภัณท์ของโบราณ  ข้าวหอมเริ่มดูและสนใจสิ่งของในพิพิธภัณท์ที่แม่พยายามอธิบายเป็นบางอย่างได้แล้ว  ในรูปกำลังสนใจดูสกุลเงินต่างๆ 

 


หลังจากนั้นเราก็ไปบริจาคทำบุญถวายกระเบื้องบูรณะหลังคาวัดกัน  ข้าวหอมสามารถเขียนชื่อตัวเองในแผ่นกระเบื้องได้แล้ว 

หลังจากนั้นก็ได้เวลาเกือบเที่ยงวันแล้ว  เราแวะซื้อกล้วยย่างบริเวณลานจอดรถรองท้องกัน แล้วก็มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่ทันที  เราถึงเชียงใหม่ก็บ่ายแล้ว หิวกันมากเลย   แม่เจอข้อมูลในเน็ตว่ามีร้านแถวถนนนิมมานเหมินต์เป็นสลัดน่าทานมากๆชื่อ The salad concept  แต่ที่ร้านคนเยอะมากๆ เกือบไม่มีที่นั่งแน่ะ  แม่เกือบถอดใจย้ายร้านแล้ว   แต่พนักงานที่นี่น่ารักมากๆคอยกุลีกุจอช่วยหาโต๊ะให้  เราก็เลยได้โต๊ะด้านนอก  อากาศไม่ร้อนเลยนั่งได้ดีเชียว    อาหารก็ไม่รอนานมากถึงแม้จะคนเยอะแต่เค้าบริหารจัดการได้ดีเลยละ 
    


รูปบรรยากาศตัวร้านด้านนอกที่เรานั่งกัน




แม่สั่งสลัดเนื้อย่างให้พ่อกบ น่าทานมากๆเลย 




ส่วนของข้าวหอมเป็นสลัดปลา อร่อยมากๆ น้ำจิ้มเค้าอร่อยดี  ส่วนของแม่เป็นสลัดกุ้ง  แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา     สรุปว่าอาหารอร่อย  บรรยากาศใช้ได้  คนเยอะไปหน่อย แต่เค้าก็บริการรวดเร็วดี  ราคาถ้าเทียบกับที่กรุงเทพ ก็ต้องถือว่าไม่แพงจนเกินไป 




กินอิ่มแล้วของพ่อกบเกลี้ยงชามเลย   แม่แบ่งกินกับข้าวหอม  ส่วนของแม่เองต้องห่อกลับ เพราะชามใหญ่มากกินกันไม่หมด    

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่สวนสัตว์เปิดเชียงใหม่ที่อยู่ใกล้ๆกันเลย 



อย่างแรกเราก็แวะไปทักทายแพนด้ากันก่อนเลย




ตอนบ่ายไม่หนาวแล้ว แม่เลยถอดเสื้อตัวนอกข้าวหอมออก



แม่-ลูกถ่ายคู่แม่แพนด้า



ด้านในโดมแพนด้า  ซึ่งเป็นส่วนสร้างใหม่ ปีที่แล้วเรามายังไม่เสร็จเลย ปีนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับหลินปิงโดยเฉพาะ      ข้าวหอมกำลังทำท่าเป็นหมีแพนด้ากินใบไผ่



พ่อกบกำลังพยายามทำท่ายกหมีแพนด้าไว้ในมือ




วันนี้เรามาตอนแพนด้าตื่นเลยได้เห็นมันกิน  ไม่งั้นมาทีไรนอนทุกที 

ตัวนี้รู้สึกจะเป็นตัวพ่อแพนด้านะ




จากนั้นเราก็เดินชมสัตว์นิดหน่อย  แล้วก็ไปตรงส่วนที่เป็น อควอเรียม  ด้านหน้าจะเป็นทะเลสาบ  ในนั้นมีลูกบอลยักษ์ลอยน้ำให้เล่น   พ่อกบเลยขอลงไปเล่นกับข้าวหอม ส่วนแม่ขอบายเพราะไม่ชอบเล่นอะไรแปลกๆอยู่แล้ว  ขอเป็นตากล้องให้ดีกว่า




พ่อลูกในบอลยักษ์





สนุกสนานกันใหญ่  เค้าให้เวลารอบละ 15 นาทีได้  ดีแล้วละที่ไม่นาน เพราะแดดร้อนมากเลย  ขนาดอยู่ในลูกบอลแม่ว่าก็ต้องร้อนแน่ๆ 




  กำลังออกจากลูกบอล


สนุกจังเลยค่ะ  วันหลังเล่นกันใหม่นะคะพ่อ 




จากนั้นเราก็เดินไปส่วนสวนสัตว์เด็ก  ซึ่งมีสัตว์เล็กๆพวกระต่าย หนู  ให้ดู  และก็มีสนามเด็กเล่นด้วย   อันนี้ถูกใจข้าวหอมมากกว่าดูสัตว์อีก





จากนั้นเราก็ไปนั่งรถไฟแบบเป็นรถรางวิ่งอยู่ในรางปูน  รอบๆสวนสัตว์  แต่รอบเล็กๆนะ  ไม่เหมือนรถโมโนเรลเป็นคนละวงรอบกัน   อันนี้เน้นแนวเด็กๆกว่า   แต่โมโนเรลเราเคยขึ้นแล้วเมื่อปีที่แล้ว และปีนี้โมโนเรลก็เสียด้วยเค้าปิดซ่อมอยู่ 





เป็นแบบรถไฟโบราณประมาณนี้แหละ  รูปนี้วานนักท่องเที่ยวคนอื่นถ่ายให้





รอบๆที่รถวิ่งก็จะเจอสัตว์ต่างๆของจริงบ้างรูปปั้นบ้างสลับกันไป  แล้วเค้าก็วนกลับมาส่งที่เดิม 





จากนั้นเราก็ไปดูนกเพนกวินกัน  แล้วก็แวะดูสัตว์อีกนิดหน่อย  ก็ใกล้เวลาปิดสวนสัตว์คือ 5 โมงเย็นแล้ว   เราก็เลยรีบออกมากัน   แล้วไปแวะที่โรงแรม รติลานนา  ที่พักก่อนเพื่อเก็บของและอาบน้ำให้สดชื่น  แล้วออกไปทานอาหารเย็นกันต่อ




เย็นนี้เราเลือกทานกันที่ร้านเฮือนสุนทรีเหมือนเดิม    ร้านโปรดของเราที่ต้องมาทุกครั้งเวลามาเชียงใหม่  เพราะอาหารเค้าอร่อย ราคาไม่แพงเวอร์  บรรยากาศก็ดี 



ข้าวหอมกับที่เดิม  ที่เคยถ่ายรูปเมื่อปีที่แล้ว  สังเกตุว่าเหมือนกันมากๆเลย   ไว้คราวหน้ามาใหม่เราก็จะมาถ่ายรูปแบบนี้อีก  ถ้าเค้ายังตั้งป้ายนี้อยู่นะ 




หลังทานอาหารเสร็จเราก็ไปเดินกันที่ถนนคนเดินแถวประตูท่าแพต่อ  จริงๆข้าวหอมแอบหลับไปในรถด้วย  แต่พอถึงพ่อก็อุ้มลงมาเดินดูของด้วยความที่อยากซื้อของมาก  ตอนแรกลูกงอแงนิดหน่อย  แต่พอผ่านร้านขายลูกโป่ง ได้ลูกโป่งมาก็เลิกงอแงเป็นปลิดทิ้ง  ยอมเดินดูของพร้อมพ่อแม่   ได้เป็นชั่วโมงเลย  เราได้ของแต่งบ้านมากันนิดหน่อย   จริงๆอยากเดินเยอะกว่านี้  แต่ติดว่าเริ่มดึกแล้วสงสารลูก   เลยต้องตัดใจกลับกัน





บรรยากาศร้านขายของและการแสดงดนตรีของกลุ่มคนพิการ ที่บริเวณถนนคนเดิน   ที่นี่จะเปิดเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์   ปีที่แล้วเรามาไม่ตรงวันก็ไม่ได้มากัน  ปีนี้มีโอกาสได้เดินนิดหน่อยก็ยังดีนะ   ไว้คราวหลังเรามาข้าวหอมโตกว่านี้คงเดินซื้อของกันสนุกไปเลยนะลูก 



รักข้าวหอม + พ่อกบ ทุกวันเลยจ้ะ 


แม่เบียร์ 

บันทึกเมื่อ 16 กพ 2554   




                             

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เชียงใหม่ ลำปาง วันแรก

วันแรกของทริป 15 มค 2554


                                           เช้าวันเดินทางเราเดินทางโดยการบินไทย  เที่ยวประมาณ 08.20 น  เพื่อจะได้ไปถึงเชียงใหม่เร็วหน่อย  จะได้มีเวลาเที่ยววันแรกเยอะหน่อย  เพราะเราต้องมุ่งตรงจากเชียงใหม่ไปลำปางเลยในวันแรก  


บนเครื่องอากาศเย็นนิดหน่อย  แต่กลัวลูกเป็นหวัดให้ใส่เสื้อกันหนาวเลยดีกว่า




ถึงแล้วสนามบินเชียงใหม่  ถ่ายรูปกับแพนด้าซะหน่อย 

หลังจากถึงสนามบินเชียงใหม่เรียบร้อย  พอเรารับกระเป๋าเสร็จ  เดินออกมาก็มีพนักงานของบริษัทเช่ารถยนต์ budget มายืนถือป้ายชื่อรอรับเราเพื่อจะไปเอารถที่เราจองไว้กัน    เที่ยวนี้เราได้รถ VIOS  สภาพใหม่เรียบร้อยดี   จากนั้นเราก็ขับรถมุ่งตรงไปลำพูนกันก่อนเพื่อจะแวะไปนมัสการพระธาตุหริภุญชัย  




ถึงแล้ววัดพระธาติหริภุญชัย  ในเวลาอันรวดเร็วมากๆ  เพราะลำพูนอยู่ใกล้เชียงใหม่นิดเดียวขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดีเลย    รูปนี้ข้าวหอมถ่ายกับแม่หน้าอุโบสถ




ภายในอุโบสถข้าวหอมถ่ายรูปให้พ่อกับแม่บ้าง 





ข้าวหอมกับแม่เป็นนางแบบให้พ่อถ่ายรูปให้บ้าง

 


รูปนี้ข้าวหอมเขียนชื่อตัวเองในใบบริจาคเงินให้วัดก่อนจะนำไปหยอดตู้




เขียนเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือนำไปหยอดตู้บริจาคให้เรียบร้อยค่ะ




หลังจากไหว้พระในอุโบสถเรียบร้อยแล้ว  เราก็ออกไปนมัสการและชมความงามของวัดพระธาตุหริภุญชัยกัน   รูปนี้ข้าวหอมกับคุณพ่อที่หน้าพระธาตุ  ข้าวหอมทำตาหยีเพราะแดดส่อง





รอบๆบริเวณพระธาตุ  ที่เห็นเป็นหอเก็บพระไตรปิฎก

 



มีการแสดงดนตรีพื้นเมือง  ข้าวหอมไปยืนดูตั้งนาน  บอกว่าดนตรีโบราณ  แล้วเราก็ร่วมบริจาคเพื่อเป็นทุนการศึกษาและอนุรักษ์ดนตรีพื้นเมืองด้วย

 



เดินมาถึงจุดที่มีพ่อค้าขายนกสำหรับปล่อย  ข้าวหอมร้องจะปล่อยนก  เลยให้ไปปล่อยกับพ่อกบ  แม่ขอเป็นตากล้องให้
หลังจากทำบุญไหว้พระเรียบร้อย  เราก็เดินไปทานอาหารเที่ยงกันเนื่องจากใกล้เที่ยงวันแล้ว   แม่หาข้อมูลจากเน็ตพบว่ามีร้านก๋วยเตี๊ยวขึ้นชื่อคือก๋วยเตี๊ยวตุ๋นลำไยแห้ง  เอกลักษณ์ของลำพูน เปิดร้านอยู่ไม่ไกลวัดเลยเราสามารถจอดรถไว้และเดินข้ามไปได้   ทางเดินข้ามจากวัดไปร้านเป็นสะพานไม้แต่ค่อนข้างยาวและใหญ่ เค้าทำเป็นทางเดินอย่างดีมีหลังคาคลุมเรียบร้อยเปิดเป็นตลาดขายของที่ระลึกและขนมของลำพูนไปด้วยเลย 

 


นี่ไงโฉมหน้าก๋วยเตี๊ยวตุ๋นลำไย  ที่เราอุตส่าห์ตามไปกินกัน  รสชาติอร่อยใช้ได้  หมูเค้าตุ๋นซะนุ่มมากๆเลย  ข้าวหอมก็กินได้ด้วย   หลังจากทานเสร็จเราก็เดินกลับมาที่วัดที่เราจอดรถไว้โดยผ่านสะพานที่ขายของตอนขามา  เราแวะซื้อของกันนิดหน่อย  ซื้อรูปเก่าๆใส่กรอบไม้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

ระหว่างจะเดินข้ามถนนกลับไปทีวัดมีเรื่องตื่นเต้นขึ้นคือ   พอเราเดินข้ามถนนถึงกึ่งกลางถนนซึ่งไม่ได้มีเกาะกลาง  เราหยุดเพื่อรอให้รถวิ่งไปก่อน  ระหว่างยืนหยุดรอที่กลางถนนอยู่ดีๆก็มีรถจักรยานยนต์พุ่งเข้ามาจะชนเรา   แม่เห็นกระโดดหลบทัน  เค้าเลยชนโดนพ่อกบซึ่งอุ้มข้าวหอมอยู่  ดีที่เค้าไม่ได้ขับเร็ว และพ่อกบหลบทันนิดหน่อย ส่วนข้าวหอมพ่อกบก็อุ้มแบบขี่หลังอยู่ด้านหลังไม่ได้อุ้มไว้ข้างหน้าก็ไม่เป็นอะไร   พ่อกบโดนแฮนด์รถจักรยานยนต์ที่ท้องเจ็บนิดหน่อย    คนขับเค้าบอกว่าเค้าไม่ได้มองเรามัวแต่มองตลาดกับป้ายอื่นๆอยู่  รถเลยเฉพุ่งมาชนเราเฉยเลย  ดีนะที่เค้าไม่ได้ขับเร็ว   ไม่งั้นถ้าเราเป็นอะไรละก็คงไม่สนุกเลย    สงสัยผลบุญที่เราทำเมื่อเช้าคงช่วยปกป้องครอบครัวเราแน่ๆเลย      จากนั้นเราก็เดินทางกันไปต่อที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่ห้างฉัตร 

 


ข้าวหอมหลับมาตลอดทางเพราะเลยเที่ยงวันมามากแล้ว   แต่เราเดินทางไม่นานประมาณครึ่งชั่วโมงได้ก็ถึงศูนย์ช้างแล้ว  เลยต้องติดเครื่องให้ข้าวหอมนอนในรถอีกหลายนาทีเลย  ส่วนแม่ลงไปซื้อบัตร  กับถามรอบชมการแสดงช้าง   เราต้องดูการแสดงช้างรอบบ่ายสองโมงกัน  พอใกล้เวลาแม่กับพ่อก็ปลุกข้าวหอมแล้วพากันไปขึ้นรถที่ทางศูนย์มีไว้บริการส่งนักท่องเที่ยวจากบริเวณด้านหน้าที่ซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปยังลานแสดงช้าง 


รูปนี้บริเวณลานแสดงช้างก่อนช้างแสดงอาบน้ำ  ข้าวหอมซื้ออ้อยไปเลี้ยงช้างก่อน  ยังกล้าๆกลัวๆอยู่



ช้างจะมาแสดงการอาบน้ำให้ชมแล้ว  ขอถ่ายรูปคู่หน่อยจ้า



ข้าวหอมยิ้มแหยๆ  ยังกลัวๆอยู่  เพราะพ่อกบพาเข้าไปใกล้มากๆ  จะเห็นว่าช้างยื่นงวงมาจับเราด้วย




รูปน้องช้างกำลังอาบน้ำ  พ่นน้ำกันสนุกเลย




ชมช้างอาบน้ำเสร็จแล้ว เราก็เดินเล่นให้ถ่ายรูปช้างแถวๆนั้นกัน  จะเห็นว่าช้างที่นี่ดูสมบูรณ์  สุขภาพใจ สุขภาพกายดูดีมากๆ   ตัวอ้วนใหญ่ งายาวกันเชียว



จากนั้นจะเป็นการแสดงช้างแบบต่างๆรวมทั้งวาดรูปด้วย  แต่ต้องไปที่ลานแสดงอีกแห่ง  ไม่ไกลจากที่แสดงช้างอาบน้ำมาก   ช้างเดินเรียงแถวจับหางต่อกันไปน่ารักมาก   ส่วนครอบครัวเราก็เดินตามช้างไปอีกทีนึง 




บริเวณนี้มีป้ายศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยอยู่  ขอถ่ายรูปกับป้ายกันหน่อย  เดี๊ยวไม่รู้ว่ามาถึงแล้ว




ที่นั่งชมการแสดงช้าง




ช้างแสดงการนอนหลับให้ดู



ช้างแสดงการลากจูงซุง



ระหว่างการแสดงช้างนานพอควรประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงได้  ข้าวหอมสนใจดูช่วงแรกๆพอเลยสิบห้านาทีไปก็เริ่มสมาธิแตกซ่าน  เดินเล่นไปทั่วๆ  ให้พ่อถ่ายรูปให้บ้าง 




รูปนี้แอ๊คชั่นเองขอให้ถ่ายรูปกับช้างให้หน่อย




รูปนี้เดินไปนั่งเองด้านหน้า  แบบมีโลกส่วนตัว    ดูช้างแบบใกล้ชิด 




อันนี้ก็เดินไปชมรูปภาพที่ช้างวาดเองอย่างใกล้ชิด  โดยไม่ต้องชวนแม่หรือพ่อไปเลย   แม่รู้สึกว่าลูกโตมากๆเลย  ไม่เป็นเบบี๊คอยตามก้นแม่อีกต่อไปแล้ว

เสร็จจากชมการแสดงช้างเราก็ไปนั่งช้างกันต่อ  เราเลือกรอบเล็กประมาณ 20 นาทีเท่านั้น  เดินรอบๆศูนย์ไม่ได้เข้าไปในป่า     แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว  ให้ข้าวหอมได้สนุกเท่านั้นเอง  เพราะนั่งนานๆไม่ไหว  ช้างเดินโยกเยกมากเลย



รูปนี้ถ่ายจากกล้องเล็ก  พ่อกบพยายามถ่ายรูปเราสามคนที่นั่งช้างกัน 

เสียดายที่เราไม่ได้ใช้กล้องของเราถ่ายรูปช้างที่เรานั่งกันไว้เลย   แต่พอมาดูรูปถ่ายที่ทางศูนย์ถ่ายไว้ให้และขายเป็นภาพให้เรา  เราถึงเห็นว่าช้างที่เรานั่งกันสวยมากๆเลย  งายาวสุดๆๆและโค้งสวยมากๆ   ตอนที่นั่งช้างได้มีโอกาสถามควาญช้างด้วย  เค้าเล่าให้ฟังวาช้างที่นี่อยู่อย่างดีจริงๆ  เค้าเลี้ยงไว้ใช้งานนิดหน่อยในศูนย์ แล้วก็ไว้โชว์   พอแก่ๆมากๆเค้าก็จะมีศูนย์อีกที่   ให้ไปอยู่จนแก่ตายกันเลย  

หลังจากนั่งช้างเสร็จ  เราก็ไปเดินบริเวณที่เค้าขายของที่ระลึกกัน  แม่ได้ของแต่งบ้านมานิดหน่อย  ส่วนข้าวหอมได้ดินสอและมีรูปปั้นช้างเล็กๆที่ปลายดินสอมาฝากเพื่อนที่โรงเรียน  เนื่องในโอกาสปีใหม่  เพราะมีเพื่อนๆหลายๆคนเอาของมาแจก  ข้าวหอมได้มาหลายอย่างแล้ว  แม่เลยได้โอกาสนี้ให้ข้าวหอมซื้อไปฝากเพื่อนบ้าง  แม้จะเลยปีใหม่ไปนิดหน่อยก็ยังดี 

  


ข้าวหอมที่ร้านขายของที่ระลึก  นอกจากของฝากเพื่อนแล้ว  ข้าวหอมขอซื้อหนังสือเรื่อง  ชบาช้างไทย  อีกหนึ่งอย่าง 


หลังจากนั้นเราก็ขับรถเข้าอำเภอเมืองลำปางกัน   และขับรถไปหาที่พักกันก่อน  ที่พักคืนนี้ของเราในจังหวัดลำปางชื่อ  พู่กันเรสสิเดนท์   เป็นเหมือน อพาร์ทเม้นท์เล็กๆ  เค้าให้คนเช่ารายเดือนมากกว่า  แต่แบ่งชั้นล่างไว้ทำโรงแรมนิดหน่อย   ที่นี่ใหม่และสะอาดใช้ได้  แม้ห้องจะเล็ก และ เตียงเล็กไปหน่อย




หลังจากล้างหน้าให้สดชื่นที่โรงแรมกันแล้ว  เราก็มุ่งหน้าเข้าในเมืองเพื่อไปหาจุดนั่งรถม้าชมเมืองกันเลย    จุดนั่งรถม้าส่วนใหญ่จะมีเยอะหน้าโรงแรมลำปาง  เราเลือกนั่งรอบใหญ่ประมาณเกือบ 40 นาที 300 บาท 

 


ครอบครัวเรา  พ่อกบทำท่าเป็นคนบังคับรถม้า




อันนี้ให้คนขับรถม้าถ่ายรูปให้




ระหว่างทางชมเมืองไปด้วย เพลิดเพลินดี  อากาศเย็นแล้วเพราะตอนนั้นเกือบ 6 โมงแล้ว  ไม่มีแดด  แต่เสียอยู่อย่างว่า เวลาม้าวิ่งเสียงฝีเท้าม้าดังมากๆ  ทำให้คนขับรถม้าอธิบายสิ่งต่างๆในเมืองที่เราผ่านแล้วแม่ไม่ค่อยได้ยินเลย  ว่าเราผ่านอะไรกันบ้าง  แต่บ้านเมืองเค้าก็น่ารักดี  จังหวัดไม่ใหญ่มาก  แต่ก็ไม่เล็กนัก  มีความเจริญต่างๆเข้ามาพอควร  แต่ก็ยังไม่มากเกิน  ยังสามารถนั่งรถม้าชมเมืองอย่างมีความสุขได้     ระหว่างนี้ข้าวหอมหลับไปเลย  เพราะตอนกลางวันที่หลับมาในรถไม่นานมากแค่ครึ่งชั่วโมงเอง  พอนั่งรถม้าลมเย็นๆก็เลยงีบหลับไปซะเลย  





พอนั่งรถม้าเรียบร้อย   พ่อก็อุ้มข้าวหอมที่หลับไปขึ้นรถนอนต่อ   เราขับรถชมเมืองกันอีกนิดหน่อย  กับหาร้านทานอาหารเย็นกัน  ตอนแรกแม่ว่าจะไปทานร้าน ต้นข้าวต้นน้ำที่อ่านพบในเน็ต  แต่ว่ามันออกไปนอกเมืองหน่อย   พ่อเลยบอกว่าให้หาร้านในเมืองกินก็แล้วกัน   เราลองหาจาก GPS  พาเราไปร้านใกล้ๆชื่อร้าน  เรือนชมวัง  ตอนแรกฟังชื่อแล้วแม่กับพ่อคิดว่าจะเป็นร้านหรูเป็นวังเก่าอะไรพวกนั้นก็เลยพากันไป    พอไปถึงก็มีเด็กมารอต้อนรับจากแถวที่จอดรถเลย   เราเลยต้องขึ้นไปปรากฎว่าเป็นร้านค่อนข้างเก่ามากๆ  เป็นเรือนไทยแบบโบราณ  อยู่ติดริมแม่น้ำ  แม่มาคิดได้ทีหลังว่า  เรือนชมวัง  คงหมายถึงว่าชมแม่น้ำวังมากกว่า  ไม่ใช่ว่าเป็นวังเก่าอะไร   แต่เราเข้ามาแล้วก็ไม่อยากเดินออกให้เค้าเสียกำลังใจเลยทานอาหารเย็นกันที่นี่  ขลุกขลักนิดหน่อย คือยุงเยอะ  ร้านมืดๆ  อาหารได้ช้า  แถมข้าวหอมก็ยังงัวเงียไม่ยอมตื่นมากินข้าว  เราเลยกินกันเซ็งๆนิดหน่อย  แล้วก็รีบกลับที่พักกัน   


พอถึงที่พักข้าวหอมก็ตื่นมาเล่นนิดหน่อย  อาบน้ำอ่านนิทานเรื่อง ชบาช้างไทย ที่ซื้อมาจากศูนย์ช้างวันนี้  แล้วก็กินนมนอน   เก็บแรงไว้เที่ยวพรุ่งนี้กันต่อ 




พบกันพรุ่งนี้จ้ะ


รักข้าวหอม+พ่อกบที่สุดในโลกจ้ะ 


แม่เบียร์ 

บันทึกเมื่อ 14  กพ  2554