เกียวโต-อาราชิยาม่า -วัดคินคะคุจิ(วัดทอง) -หน้าปราสาทนิโจ
เช้าแรกที่หน้าโรงแรมที่พักในเกียวโต ที่นี่ราคาที่พักไม่รวมอาหารเช้า แม่เลยให้คุณก๋ง คุณย่ากับข้าวหอมทานอาหารกันในโรงแรม คนละ 1200 เยน ข้าวหอมฟรี แม่กับพ่อและพี่พลอย เราออกไปทานกันที่ starbucks ซึ่งอยู่ใกล้โรงแรมเรามากๆเดิน 1 นาทีถึง เพราะแม่ตั้งใจจะซื้อ personal cup ของสตาร์บัคเมืองเกียวโต กลับไปใช้เป็นที่ระลึกอยู่แล้ว และถ้าซื้อ personal cup ก็จะได้กาแฟแถมฟรีมาในถ้วยเลยด้วย แก้วของเกียวโตลายสวยมากๆ เอากลับมาใช้ที่ร้านสตาร์บัคที่ รพ กรุงเทพ มีแต่คนถามว่าซื้อมาจากไหนลายสวยและไม่เคยเห็นมาก่อน
เช้านี้ที่เกียวโต อากาศไม่ร้อนเท่าโอซาก้า หน้าโรงแรมที่นี่ก็เข้าซอยมานิดเดินไม่ไกล แต่ทำให้สงบเงียบดี เดินจากโรงแรมไม่ไกลก็ถึงย่านช้อปปิ้งถนนชิโจด้วย และไม่ไกลสถานีรถไฟใต้ดิน แต่ไกลสถานีรถบัสมาก
เราเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินเพื่อจะไปต่อรถเมล์ไปอาราชิยาม่ากัน เช้านี้แม่ซื้อบัตร kyoto sightseeing card ราคา 1200 เยนต่อคน ใช้ขึ้นได้ทั้งรถไฟใต้ดิน รถบัส
ที่บริเวณรอรถบัสไปอาราชิยาม่า รอนานเลยถ่ายรูปเล่นกัน
ข้าวหอมแอ็คชั่นหน้าร้านขายชุดยูกาตะ ข้าวหอมร่ำร้องอยากใส่ชุดยูกาตะที่แม่เตรียมมามาก ถามตลอดว่าทำไมไม่ใส่ชุดญี่ปุ่นซะที
พี่พลอยจะขอถ่ายเดี่ยว แต่ข้าวหอมขอแจมด้วยตลอด
แม่ขอถ่ายรูปกับข้าวหอมบ้าง ทำมือเป็นรูปหัวใจกัน
จากนั้นพอรถบัสมาเราก็ขึ้นรถกัน ตอนที่ไปขึ้นคนไม่เยอะเลยน่าจะเป็นต้นสายเราเลือกที่นั่งด้านหลังกัน เพราะจะนั่งนานเกือบสุดสายเลย เรานั่งรถประมาณ 45 นาทีก็ถึงอาราชิยาม่า ซึ่งเป็นแถบชานเมืองเกียวโต ที่นี่จะมีแม่น้ำ มีภูเขาสวย ถ้าช่วงซากุระบาน หรือช่วงใบไม้แดง คนจะแน่นมากๆ
สะพานโทเก็ตซึ ข้ามแม่น้ำ ถ้าเราเดินข้ามไปก็จะถึงวัด โฮริวยิ ( Horyu ji ) จริงๆสะพานสวยดีนะ ทิวทัศน์รอบๆก็ดี ช่วงนี้คนก็ไม่เยอะด้วย แต่แดดร้อนมากๆ เราไปถึงประมาณ 10 โมงกว่าๆแล้ว
สำหรับคนที่ไม่อยากเดินเอง มีรถลากบริการพาชมรอบๆ แต่ราคาไม่เบาเลย
เดินข้ามสะพานมาถึงฝั่งวัดแล้ว วัดอยู่บนเนินเขาเลย
ทางเดินระหว่างจะขึ้นไปวัด ด้านล่างมีร้านขายขนมและไอศครีมด้วย เลยให้คุณก๋งคุณย่าและข้าวหอมนั่งรอที่นี่ เพราะร้อนและเหนื่อยกันแล้ว พี่แม่และพี่พลอยเลยเดินขึ้นกันแค่ 3 คน
เดินขึ้นมาไม่ไกลอย่างที่คิดก็ถึงส่วนแรกของวัด
ด้านบนของวัด
วัดทุกที่ในญี่ปุ่น ต้องมีที่ล้างมือล้างหน้าชำระความสะอาด ก่อนเข้าไปไหว้พระได้
พ่อกบทั้งเหนื่อยทั้งร้อน เลยลองกินน้ำจริงๆซะเลย
รูปถ่ายบริเวณรอบๆด้านล่างวัดมีร้านขายของมากมาย
จากด้านบนวัด ถ่ายรูปลงมาบริเวณสะพานที่เราเดินข้ามมาเมื่อครู่
พ่อกบขอเดี่ยวที่ด้านบนวัด
แดดร้อนมาก แม่อยากถ่ายรูปแต่ขอกางร่มด้วย
เจดีย์เก่าแก่ของวัด
ลงมาด้านล่างข้าวหอมยังมีความสุขกับการกินไอศครีม รอพ่อแม่ดีอยู่ จากนั้นเรามีโปรแกรมต้องไปขึ้น romantic train หรือ sagano train ซึ่งเป็นรถไฟโบราณนำมาวิ่งเป็นรถไฟท่องเที่ยวเลียบริมฝั่งแม่น้ำและภูเขา เราจองไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงญี่ปุ่นเลย
สถานีรถไฟ sagano อยู่ไม่ไกลจากวัดโฮริวยิมาก มองเห็นกันอยู่ แต่ว่าแดดมันร้อนมากๆ เราเลยยอมนั่งรถแท็กซี่กัน เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาญี่ปุ่น แล้วเราเรียกแท็กซี่ เพราะได้ยินมาว่าแพงมากๆ แต่คิดดูแล้วถ้าเรานั่งใกล้ๆ ไม่เกินขั้นต่ำ 2 กม ก็ประมาณ 600-700 เยน ซึ่งก็ราคาพอรับได้นะ ครั้งนี้เรานั่งก็ไม่เกิน 2 กม ก็ถึงสถานีรถไฟแล้ว
ด้านหน้าสถานีรถไฟ ที่นี่เป็นพิพิธภัณท์แสดงรถไฟเก่าๆด้วย เมื่อเรามาถึงสถานีก็พบว่าแม่จำเวลามาขึ้นรถไฟผิดจำเป็นเวลาเที่ยวรถกลับ ทำให้พอไปถึงเที่ยวที่เราจะขึ้นไปออกไปแล้ว เที่ยวต่อไปก็คนเต็ม ยังดีที่เค้าให้เปลี่ยนตั๋วได้( ราคาตั๋วเที่ยวละ 600 เยน ไปกลับ 1200 เยน ต่อคน ) เราได้ขึ้นเที่ยวต่อไปแต่ คนเต็มก็ต้องยืนเอา แต่ยังโชคดีที่ขากลับยังมีที่นั่งเหลืออยู่ ที่เป็นแบบนี้เพราะส่วนมากจะไปแล้วก็แวะเที่ยวที่แถวๆสถานี kameoka ก่อน หรือบางรายก็ใช้วิธีนั่งล่องเรือกลับกัน คล้ายๆล่องแก่งบ้านเราน่ะ แต่ใช้เวลามากเลยถ้านั่งเรือกลับประมาณ 2 ชั่วโมงได้ บ้านเราก็เลยเลือกนั่งรถไฟเที่ยวไป-กลับเฉยๆ ระหว่างที่รอรถไฟเที่ยวต่อไปเราก็เลยทานอาหารกลางวันง่ายๆที่มีขายที่สถานี saga torokko กันก่อน ที่นี่มีขนมและมีแบบจำลองรถไฟแสดงด้วย พ่อกบถ่ายรูปสนุกเลย
เข้าแถวเตรียมขึ้นรถไฟ มันไม่มีแอร์ละ เพราะเป็นรถไฟโบราณ ถ้ามานั่งช่วงอากาศเย็นคงจะดีมาก แต่ตอนนี้มันร้อนมากๆ มีพัดพกติดตัวมากันทุกคน บ้านเราก็มีมาด้วยเช่นกัน
บรรยากาศตั๋วยืนตอนขาไป
ข้างทางมีวิวสวยๆ ถ้าช่วงซากุระกับใบไม้แดงจะยิ่งสวยมากๆ
ขากลับได้ตั๋วนั่ง ข้าวหอมหลับไปเรียบร้อยตั้งแต่ขาไปแล้ว
มีคนล่องเรือด้วย มองเห็นลิบๆ
ขากลับผ่าน sagano hotel อยู่ท่ามกลางหุบเขาเลย
เมื่อกลับมาถึงสถานี saga torokko ข้าวหอมก็ยังหลับอยู่ ประกอบกับพ่อกบอยากดูพิพิธภัณท์รถไฟ ก็เลยให้ย่ากับก๋งนั่งรอเฝ้าหลานหลับ ในห้องซึ่งติดแอร์เย็นดี แล้วพ่อแม่กับพี่พลอยก็ไปเดินดู+ถ่ายรูปกับรถไฟโบราณกัน พ่อกบมีความสุขมากๆตามประสาคนบ้ารถไฟ และได้เสียเงินซื้อโมเดลกับรถไฟจำลองที่สะสมไว้เพิ่มอีกหลายบาทเลย
นานๆพ่อกบจะขอให้ถ่ายรูปให้หน่อย คราวนี้หลายรูปเลย
แม่อยากถ่ายกับรถไฟโบราณบ้าง
เท่ห์มั้ยจ้ะ
เราใช้เวลาอยู่ในนี้เกือบชั่วโมงข้าวหอมก็ยังหลับอยู่ เราก็เลยตัดสินใจกลับกันเดี๊ยวจะเย็นเกินไป ไปเที่ยวต่อไม่ทัน ตอนที่นั่งรถบัสขามาอาราชิยาม่า พ่อกบเห็นรถ tram วิ่งบนถนน เราเลยไปสอบถาม พบว่าจากที่นี่มี tram วิ่งเข้าเมืองด้วย สถานีก็อยู่ใกล้ๆนี่เอง ราคา tram ก็ 200 เยนต่อคน ตลอดสาย เลยตัดสินใจเดินไปนั่ง tram กัน เพราะพ่อกบอยากนั่งมากๆ
ที่สถานีรถ tram ข้าวหอมก็ยังหลับอยู่
นั่งรอรถไม่เกิน 10 นาที
เส้นทางเดินรถ tram
tram มาแล้ว ข้อดีของ tram คือราคา 200 เยนตลอดสายซึ่งถือว่าไม่แพงนะ ถ้านั่งหลายสถานีก็คุ้มมากๆเลย เพราะรถบัสนะ ยังราคาต่ำสุด 220 เยนเลย และ tram ยังวิ่งผ่านเข้าใกล้ชิดหมู่บ้านมากๆเลย สถานีก็มีแวะไปตลอดทาง ถ้าบ้านใครอยู่ใกล้ทางเดิน tram นะสบายมากๆเลย แต่ข้อเสียก็มีนะ คือมันช้า หวานเย็นหน่อย เพราะจอดทุกสถานีเลย
บน tram คนเยอะหน่อย เราเลยต้องยืน ข้าวหอมก็ยังคงหลับต่อไป
พอยืนซักพัก คนก็เริ่มลงเราก็ได้นั่งแล้ว พอนั่ง tram มาจนถึงสถานีในเมืองใช้เวลาประมาณ 30 นาทีได้ เราก็มาลงเพื่อจะต่อรถบัสไปลงวัดคินคะคุจิกัน ข้าวหอมมาตื่นช่วงตอนจะไปขึ้นรถเมล์แล้ว ก็ไม่งอแงอะไรเพราะนอนเต็มที่ สองชั่วโมงได้
บรรยากาศบริเวณในวัดคินคะคุจิ ด้านหน้าที่เป็นที่นั่งพัก มีขนมขาย เราซื้อหวานเย็นมากินกัน อากาศร้อนๆอร่อยมากเลย ข้าวหอมอารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น
น้องข้าวหอมสนุกกับการกินน้ำแข็งไส
กินขนมเสร็จ เราก็มีแรงเดินต่อ ใกล้ทางเข้าวัดคินคะคะจิแล้ว
แผนผังบริเวณวัด
แม่-ลูกที่หน้าประตูทางเข้าวัด
นี่ละวัด kinkaku ji หรือวัดทอง หรือวัดอิ๊กคิวของน้องข้าวหอม
ครอบครัวกับวัดทอง
ใกล้ๆอีกรูป
พ่อ-ลูกที่วัดทอง ช่วงนี้เวลาข้าวหอมจะถ่ายรูปคู่กับพ่อ จะเต็มใจมากๆ เพราะแม่บอกว่าจะเอารูปไว้ทำบอร์ดวันพ่อ
รูปนี้น่ารักดี ข้าวหอมจับหน้า คุณก๋งกับพ่อ
อีกรูปนะ
ข้าวหอมกำลังพยายามทำมือจับวัดไว้ แต่ยังไม่ได้มุมดี
รูปนี้ดีขึ้น
วัดทองเดี่ยวๆอีกรูป
เราใช้เวลาอยู่ที่วัดทองนานพอสมควร เพราะที่นี่สวยดี แล้วก็ตอนนั้นบ่าย3-4 โมงก็เริ่มเย็นดีแล้ว เราเดินเล่น และซื้อของที่ระลึกกันอีกเล็กน้อย แล้วก็กลับ เพราะกะว่าจะไปแวะทีปราสาทนิโจต่อก่อนกลับโรงแรม เพราะปราสาทนี้อยู่ใกล้ทางกลับโรงแรมเรามากๆเลย
รูปหมู่ด้านหน้าปราสาทนิโจ ไม่ได้เข้าไปด้านใน เพราะเราไปถึงเค้ากำลังจะปิดเลย จริงๆแม่อ่านในหนังสือมาว่าปิด 5 โมงเย็น ตอนเราไปถึงประมาณ 16.20 นได้ แต่ปรากฎว่าเค้าปิด 16.30 น เราเลยตัดสินใจไม่เข้า เพราะค่าเข้า 600 เยนแน่ะเข้าไปก็ดูไม่ทันแค่ 10 นาที ค่อยกลับมาใหม่พรุ่งนี้ดีกว่า
เราก็เลยเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกลับโรงแรมกัน เพื่อไปพักผ่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนออกไปเดินเล่นกันต่อคืนนี้ เย็นนี้เราไปแช่น้ำร้อนในบ่อรวมซึ่งโรงแรมนี้มีไว้บริการ แม่กับข้าวหอมเข้าห้องผู้หญิงด้วยกัน ลูกสนุกมาก น้ำที่แช่ก็ไม่ร้อนจนเกินไปพอเล่นไหว จากนั้นเราก็เปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปหาอาหารเย็นทานกัน แล้วก็ไปเดินเล่นแถวถนนช้อปปิ้ง แต่ปรากฎว่าเราไปช้าอีกเช่นกัน เกือบสองทุ่มเค้าก็ทยอยปิดกันแล้ว พี่พลอยเซ็งมากๆเลย เพราะยังไม่ได้ซื้อของตามออร์เดอร์ใครๆเลย แม่ก็เลยต้องไปเดินเป็นเพื่อนพี่พลอย โดยให้ข้าวหอมกับพ่อและคุณก๋งคุณย่าเดินกลับโรงแรมกันไปก่อน จากนั้นแม่กับพี่พลอยก็เดินกันไปเรื่อยๆตามถนนชิโจ เข้าไปแวะช้อปปิ้งเครื่องสำอางค์ได้กันมาพอสมควร ร้านก็ทยอยปิดกันหมด (ตอนนั้นประมาณ 3 ทุ่ม ) แม่กับพี่พลอยก็เลยเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนข้ามแม่น้ำคาโมะ เดินไปเดินมาจนถึง กิอองคอนเนอร์เลย แต่ร้านก็ปิดกันหมดแล้วไม่เห็นอะไรมาก จนเกือบสี่ทุ่ม เห็นว่าเดินกันมาไกลแล้ว ร้านก็ปิดหมด แม่ก็เลยเรียกแท็กซี่กลับโรงแรม ค่าแท็กซี่ประมาณ 800 เยนได้ ถือว่าราคาพอรับได้นะ กลับถึงโรงแรมข้าวหอมยังเล่นสนุกกับพ่อ แม่ก็อาบน้ำแล้วก็อ่านนิทานให้ข้าวหอมฟังแล้วลูกก็หลับไป จากนั้นก็ได้เวลาที่แม่ต้องแพ็คกระเป๋าแล้ว เพราะพรุ่งนี้เราเที่ยวอีกแค่ครึ่งวันแล้วก็ต้องกลับบ้านกันแล้ว เร็วมากๆเลย
ปิดท้ายด้วยรูปข้าวหอมอารมณ์ดีก่อนนอนหลับไป
รักข้าวหอม+พ่อกบ มากๆเหมือนเคยจ้า
แม่เบียร์
เขียนเมื่อ 27 กย 2553
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น